สาหร่าย อร่อยดีมีประโยชน์ หรือปนเปื้อนสารพิษ?

Crispy dried seaweed on wooden plate
Crispy dried seaweed on wooden plate

หากคุณเคยทานอาหารที่มีสาหร่ายเป็นส่วนประกอบ คุณจะต้องเข้าใจได้ดีว่าทำไมสาหร่ายถึงเป็นที่นิยมชื่นชอบกันมากมายทั่วเอเชีย อาจรวมไปถึงทั่วโลก โดยเฉพาะในไทยเอง ก็มีการนำสาหร่ายมาประกอบอาหารทั้งคาวหวานกันอย่างแพร่หลาย นอกจากโปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว สาหร่ายยังมีรสชาติที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “อูมามิ” รสชาติอร่อยกลมกล่อมตามธรรมชาติอีกด้วย

แต่สาหร่ายบางชนิดอาจเติบโตในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษ เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท หากเราบริโภคสาหร่ายที่มีสารปนเปื้อนเข้าไปมากๆ อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทั้งสารหนูในเลือด ต่อมหมวกไต และตับอ่อน อาจทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวลง หากเป็นแคมเมียม ก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และยังอาจเป็นสารพิษที่สะสมอยู่ในตับ เลือด และไตได้อีกด้วย นอกจากนี้เมื่อแคดเมียมมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงอาจเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้อีกด้วย
สำหรับในประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ทำการศึกษาปริมาณธาตุชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทสาหร่าย ทั้งชนิดที่เป็นวัตถุดิบและชนิดที่ปรุงรสแล้ว สถาบันฯ จึงทำการสุ่มตัวอย่างสาหร่ายที่มีจำหน่ายในท้องตลาด หลายๆ ยี่ห้อ (หลากหลายรสชาติ) สาหร่ายที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี, ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงสาหร่ายน้ำจืดสไปรูลินา ที่นิยมบริโภคเป็นอาหารเสริม

ผลการศึกษา พบว่า ตัวอย่างสาหร่ายทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากเกาหลี ญี่ปุ่น และจีนทั้งหมด มีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทย (>2 มก./กก.) โดยเฉพาะสาหร่ายที่นำเข้าจากจีน (ไม่ผ่านการปรุงแต่งรส) ซึ่งจะเป็นสาหร่ายแผ่นกลมที่นิยมนำมาทำเป็นแกงจืดหรือซุป มีปริมาณสารหนูเฉลี่ยสูงที่สุดและเกินค่ามาตรฐานทั้ง 5 ตัวอย่าง โดยค่าเฉลี่ยสูงถึง 37.9+7.0 มก./กก. (ค่าสูงสุด คือ 62.8 มก./กก.)นอกจากนี้สาหร่ายทุกชนิดยังมีแคดเมียมในปริมาณค่อนข้างสูง มีสาหร่าย 13 ตัวอย่างจากทั้งหมด 51 ตัวอย่าง (25.5%) ที่มีปริมาณแคดเมียมเกิน 3.0 มก./กก. เป็นตัวอย่างสาหร่ายที่นำเข้าจากจีนและที่ผลิตในไทย ส่วนปริมาณอลูมีเนียมนั้น พบว่า ตัวอย่างสาหร่ายปรุงรสของไทย และสาหร่ายดิบจากจีน มีปริมาณอลูมีเนียมค่อนข้างสูง (โดยเฉลี่ย >20 มก./กก.)

ผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุในสาหร่ายน้ำจืดสไปรูลินา พบว่า มีปริมาณสารหนู แคดเมียม ตะกั่ว และอลูมีเนียม ต่ำกว่าสาหร่ายทะเลมาก (ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก สาหร่ายทะเลมักมีการปนเปื้อนธาตุเหล่านี้ เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท หรือตะกั่ว จากน้ำทะเล ซึ่งเป็นที่รองรับน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม โดยสารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำซึ่งไหลลงสู่ทะเล หรือเกิดจากอนุภาคสารปนเปื้อนในอากาศ แล้วตกลงสู่ทะเล ทำให้สาหร่ายทะเลดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย หรืออีกสาเหตุหนึ่ง อาจเป็นการปนเปื้อนธาตุต่างๆ นี้ จากขบวนการผลิต เช่น กรรมวิธีการแปรรูปสาหร่าย ซอสหรือเครื่องปรุงรสต่างๆ จึงทำให้สาหร่ายปรุงรสบางชนิด มีปริมาณสารหนู ตะกั่ว หรือแคดเมียมสูงกว่าสาหร่ายรสดั้งเดิม
ถึงแม้จะพบสารปนเปื้อนในสาหร่ายอยู่บ้าง แต่หากเราเลือกรับประทานสาหร่ายจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และไม่ทานติดต่อกันนานจนเกินไป คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับการทานสาหร่ายได้เหมือนเดิม รับประโยชน์และสารอาหารดีๆ จากสาหร่ายได้เหมือนเดิมค่ะ

สุดเศร้าเผาศพ “มะปิน” เหยื่อถูกแทงโหดชิงไอโฟน เพื่อนร่วมไว้อาลัย พร้อมชูป้ายไม่ให้ลดโทษ

สุดเศร้าเผาศพ

(12 ม.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่วัดกลางคลองสาม ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้มีการฌาปนกิจศพ นายวศิน เหลืองแจ่ม หรือ มะปิน เหยื่อฆาตกรโหดฆ่าปาดคอชิงโทรศัพท์มือถือไอโฟน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศภายในงาน มีพระภิกษุจากวัดพระธรรมกายและศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายมาร่วมงานจำนวนกว่า 2000 คน

อีกทั้งวันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของ นายวศิน เหลืองแจ่ม ซึ่งมีกลุ่มเพื่อนๆ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมไว้อาลัย พร้อมแสดงออกด้วยการชูป้ายกระดาษรูปมือถือค้อน ระบุข้อความว่า คดีซ้ำ-ไร้สำนึกชั่วดี ไม่มีสิทธิลดโทษ พร้อมทั้งได้ตั้งเพจ fight for mapin เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุดกับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ฆ่านายวศิน เหลืองแจ่ม อย่างโหดเหี้ยม

ด้านนายพรเทพ ตุ้มทองแกนนำตั้งเพจ fight for mapin ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า พวกเราเป็นเพื่อนของมะปิน ที่พวกเราออกมาในวันนี้เพื่อเรียกร้องข้อกฎหมาย เนื่องจากคดีของมะปิน เป็นที่ทราบกันว่าผู้ต้องหา ได้ก่อเหตุและเข้าคุกมาแล้วหลายครั้ง และอยากให้คนร้ายที่ทำผิดซ้ำซากไม่ต้องมีการลดโทษไม่ว่าจะกรณีใดๆ โดยเฉพาะกรณีที่ร้ายแรงแบบนี้ โดยพวกตนจึงฝากถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ว่าเหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วพวกเราก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นอีกโดยไม่มีการแก้ไขอะไรกันเลย พวกเราจึงตั้งเพจ fight for mapin ขึ้นมาเพื่อล่ารายชื่อบุคคลที่เห็นด้วยกับพวกเรา เมื่อได้รายชื่อมาแล้วพวกตนก็จะได้นำรายชื่อทั้งหมดส่งให้กับสภาปฏิรูปประเทศ เพื่อแก้ไขกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ยังมีพี่ๆ ของนายวศิน เหลืองแจ่ม ได้ออกมากล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้จับผู้ร้ายได้อย่างรวดเร็ว และขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้ความสนใจกับคดีที่เกิดขึ้นกับน้องของตนในทางนี้ด้วย

ตรุษจีนเริ่มแล้ว! คนนับล้านทยอยกลับบ้าน ล่วงหน้า 2 สัปดาห์

ตรุษจีนเริ่มแล้ว!

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า บรรยากาศของเทศกาลตรุษจีนบนแผ่นดินใหญ่ของประเทศจีนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว นับถอยหลังอีกราวๆ 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ วันที่ 28 มกราคมในปีนี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีน ทำให้ประชาชนบางส่วนเพิ่มทยอยกลับภูมิลำเนาของตัวเอง

ตามรายงานระบุว่า เมื่อวานนี้ (13 ม.ค.) นับเป็นวันแรกของการเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาของประชาชนชาวจีนหลายล้านคน ทำให้บรรยากาศของสถานีขนส่งและสถานีรถไฟตามหัวเมืองใหญ่ๆ เริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

การเดินทางของชาวจีนในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน นับเป็นการเดินทางกลับถิ่นกำเนิดครั้งใหญ่ที่สุดของโลก เพราะในแต่ละปีจะมีการเดินทางออกจากเมืองใหญ่ของประชาชนเป็นจำนวนมาก ก่อนจะทยอยกลับเข้ามาทำงานหลังจากสิ้นสุดเทศกาล คล้ายกับช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ของเมืองไทย

สถานีรถไฟกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน หนาแน่นไปด้วยประชาชนจำนวนมากที่ทยอยกันขึ้นโดยสารรถไฟ บางส่วนเลือกเดินทางกลับภูมิลำเนาแต่เนิ่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความหนาแน่นที่จะทวีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้วันเทศกาล ซึ่งคาดปีนี้จะมีการเดินทางด้วยรถไฟ 8.5 ล้านเที่ยว

สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า ตลอดช่วงระยะเวลา 40 วันของการเดินทางไป-กลับภูมิลำเนาของชาวจีนปีนี้ น่าจะมีการเดินทางด้วยรถไฟทั้งหมด 356 ล้านเที่ยว ขณะที่การเดินทางด้วยรถยนต์อยู่ที่ 2,500 ล้านเที่ยว โดยในปีนี้เทศกาลตรุษจีนเร็วกว่าเมื่อปีก่อน 11 วัน เป็นการคาบเกี่ยวช่วงวันหยุดฤดูหนาวของกลุ่มนักศึกษาและแรงงานต่างด้าว ทำให้จะมีปริมาณการเดินทางเพิ่มขึ้นอีก

ตร.เร่งล่า 3 คนทีมอุ้มฆ่าทอม เชื่อยังอยู่ในประเทศ

ตร.เร่งล่า 3

ตำรวจเร่งติดตาม 3 ผู้ต้องหา ร่วมทีมอุ้มฆ่าทอม เชื่อยังอยู่ในประเทศ ด้านทหารยันพร้อมให้ความร่วมมือไม่ปกป้องคนทำผิด

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ขณะนี้ได้กำชับชุดสืบสวนติดตาม ผู้ต้องหา 3 ราย ในคดีร่วมกันฆ่า น.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดการติดตามตัว ส่วนคนที่ร่วมขบวนการจะมากกว่า 7 คน ที่ศาลออกหมายจับหรือไม่นั้น พล.ต.อ.เฉลิมเกียติ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบสวนยังไม่พบว่ามีคนร่วมเพิ่มเติม

ด้าน พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค7 กล่าวว่า ทางตำรวจภูธรภาค 7 ได้สนับสนุนการทำงานของตำรวจนครบาล ในการติดตามตัวผู้ที่ยังหลบหนี โดยมีทีมสืบสวนติดตามอยู่ โดยเชื่อว่าขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่หลบหนีออกนอนประเทศ พร้อมมั่นใจว่าจะสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้ ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นทหารหรืออดีตตำรวจนั้น พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ ย้ำว่า ไม่มีอุปสรรคในการติดตามตัวแน่นอน

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทางทหารพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อมีการประสานมาทุกครั้ง และยืนยันไม่ปกป้องคนที่กระทำผิด

ถูกนายทุนยึดทรัพย์ อย่างไร้มนุษยธรรม! ยายวัย 67 ชีวิตพลิกผัน จากอยู่คฤหาสน์ กลายเป็นคนไร้บ้าน

%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b6%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c

ยายวัย 67 ปี ร้องศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ร้องขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือ หลังถูกนายทุนยึดบ้าน ที่ดิน และทรัพย์สินของมีค่าจนหมดสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องหนีมาอาศัยเพื่อนบ้าน และเร่ร่อนขออาศัยบ้านญาติพี่น้องไร้ที่พักพิง ด้านหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมฯ ระบุการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ มีผู้เดือดร้อนได้รับผลกระทบจำนวนมาก ชี้เป็นช่องที่นายทุนฉวยโอกาสเป็นสัญญาทาส

(9 ม.ค.) ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ นางสาวอร่าม ดาวเรือง อายุ 67 ปี ได้นำเอกสารและหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อต่อศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ หลังถูกนายทุนยึดบ้าน ที่ดิน และทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านบาท พร้อมกับขับให้ออกจากบ้านอย่างไร้เมตตาปราณี โดย นายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายสนุน แจะหอม นิติกรปฏิบัติการฯ เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนครั้งนี้ พร้อมทั้งพาไปดูสภาพบ้านที่ถูกยึดที่ปล่อยทิ้งร้างมานาน 1 ปี

นางสาวอร่ามกล่าวว่า ได้อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ที่ 2 บ้านหนองกุงศรี อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ โดยมีบุตรสาวและลูกเขยซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เป็นผู้ก่อสร้างบ้านและเจ้าของบ้าน โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านชั้นเดียวเนื้อที่ 3 งาน 73 ตารางวา โดยบ้านมีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 15 เมตร มีสระน้ำ ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศ

โดยได้อาศัยอยู่บ้านหลังนี้มานานกว่า 7 ปี กระทั่งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2558 เวลาประมาณ 16.30 น. ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์และนายทุน 10 กว่าคน นำรถบรรทุกขนาดใหญ่มาจอดที่บ้าน โดยมีนายทุนคนหนึ่งเดินมาหาและบอกให้ออกจากบ้านวันนี้ และได้สั่งให้กลุ่มชายฉกรรจ์และกลุ่มผู้หญิงขนสิ่งของมีค่าออกจากบ้านให้หมด จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น. ได้เก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ออกไปไว้หน้าประตูบ้านและจัดการล๊อกบ้านไว้

เฉพาะทรัพย์สินมีค่าของตัวเองมีนาฬิกา 2 เรือน สร้อยและพระเลี่ยมทอง 1 องค์ และหวนทองคำขาวฝังเพชร 1 วง ทั้งนี้เมื่อสอบถามนายทุนทราบแต่เพียงว่า ลูกสาวได้เอาบ้านและที่ดินไปขายฝากไว้ และเมื่อครบกำหนดจึงได้เข้ามายึดตามสิทธิ

“ตอนนั้นรู้สึกกลัวมากไม่รู้จะทำอย่างไร คนแก่ธรรมดอยู่บ้านคนเดียวลูกสาวอยู่ต่างประเทศ และตอนนั้นลูกเขยซึ่งเป็นคนต่างชาติเพิ่งจะเสียชีวิตไป ติดต่อใครไม่ได้มีแต่เพื่อบ้านที่มาเก็บเสื้อผ้าข้าวของบางส่วน และให้ไปพักอาศัยอยู่ด้วย

“ภายหลังจึงทราบมาว่าลูกสาวนำบ้านไปขายฝากไว้กับนายทุนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาหนองกุงศรี โดยนางสาวธัญญาพร ดรายเยอร์ ซึ่งเป็นลูกสาวเป็นคนทำสัญญาขายฝากที่ดินด้วยตนเอง จำนวนเงินขายฝากที่ 4,500,000 บาท เท่าที่ทราบลูกสาวได้พูดคุยกับนายทุนมาตลอด ตกลงเป็นที่เรียบร้อย

“แต่ไม่ทราบความเป็นมาว่าเหตุใดจึงมาไล่ตนเองออกจากบ้าน โดยทรัพย์ของมีค่าหลายสิบรายการก็ถูกขนและยึดไปหมดไม่เหลืออะไร เครื่องใช้บางชิ้นมีราคาแพงหลักแสนยังไม่ได้คืนสักชิ้น มีการติดต่อขอเจรจาแต่ไม่ไม่เป็นผลสำเร็จ

“ทรัพย์สินที่ยึดไปมูลค่าราวๆ 5 ล้านบาท อยากได้รับการชดใช้คืน เพราะคิดว่าทรัพย์สินเหล่านั้นนายทุนไม่มีสิทธิยึดไป ทุกวันนี้ต้องอาศัยเพื่อนบ้านบางครั้งก็ไปขออาศัยอยู่บ้านลูกหลานแทน เพราะตอนนี้ลูกสาวก็กำลังเดือดร้อนเช่นกัน

“หลังสูญลูกเขยที่เป็นชาวต่างชาติไป ทั้งครอบครัวก็ไร้ที่พึ่งพิง ก่อนหน้านี้ได้พยายามร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับที่ปรึกษากฎหมายซึ่งเป็นทนายความคนหนึ่ง แต่เรื่องก็หายเงียบไปเป็นปี จึงไร้ที่พึ่ง สุดท้ายมีคนแนะนำให้มาที่ศูนย์ดำรงธรรมฯ จึงตัดสินใจเดินทางเข้ามาเพื่อร้องขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือ เนื่องจากตอนนี้นอกจากจะไม่มีบ้านที่อาศัยแล้ว อายุที่มากก็ไม่สามารถทำงานหาเงินได้ ต้องมาลำบากตอนแก่เฒ่า มองดูบ้านที่เคยอยู่อาศัยทีไรก็ร้องไห้ทุกที” นางสาวอร่าม กล่าว

ด้านนายไชยา เครือหงส์ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการขายฝากที่ดิน ถือเป็นปัญหาอันดับ 1 ที่มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด โดยที่ผ่านมามีประชาชนที่ได้ขายฝากที่ดินไว้กับนายทุนในราคาต่ำกว่าต้นทุนการประเมิน และถูกยึดที่ทั้งๆ ด้วยการฉวยโอกาสใช้เทคนิคต่างๆ ยึดเอาทรัพย์สินไปอย่างไม่เป็นธรรม เป็นสัญญาทาสที่ทำให้คนสิ้นเนื้อประดาตัวมามาก ทั้งนี้การขายฝากที่ดินเป็นเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้น

“สำหรับกรณีของนางสาวอร่าม ทางศูนย์ดำรงธรรมฯ ได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้ และจำดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยคาดว่าจะใช้เวลา 15-30 วัน ซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย เเละจะมีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผู้เดือดร้อนทันทีที่มีความคืบหน้า รวมถึงขั้นตอนการเจรจาไกล่เกลี่ย ที่จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทำงานร่วมกัน” นายไชยากล่าว

แม่พาลูก 13 ปีเป็นโจร ปีนเข้าไปลักทรัพย์ในค่ายตำรวจ

%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81-13-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%a3

แม่พาลูก 13 ปี เป็นโจรปีนเข้าไปลักทรัพย์ในค่ายตชด.24 อุดรธานี สารภาพสามีแยกทางเลี้ยงลูก 4 คน ไม่ไหว

ที่หน้า สภ.เมืองอุดรธานี พ.ต.อ.เนติพงษ์ ธาตุทำเล, พ.ต.อ.ชวิศ ศรีจันทร์ รองผบก.ภ.จว.อุดรธานี, พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี, ร.ต.อ.หญิง อสมาภรณ์ สเตอเกอร์ รองผบ.ร้อย 242กก.ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ และตำรวจชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมนางน้อย (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี และ ด.ช. อายุ 13 ปี ลูกชาย พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 3 เครื่อง, ซีพียู 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง, รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า มีโอ สีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน 1 กฆ 1609 อุดรธานี และตั๋วจำนำจำนวนหนึ่ง

พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี เผยว่า เมื่อคืนนี้ ด.ช.อายุ 13 ปี ได้ปีนกำแพง เข้ามาในค่ายเสนีย์รณยุทธ เพื่อจะทำการลักทรัพย์ ตามบ้านพักของตำรวจ แต่ถูกตำรวจมาพบแล้วจับกุมเอาไว้ได้ ก่อนที่จะขยายผลไปดักรอนางน้อย (นามสมมุติ)จะขับรถจยย. มารับลูกอยู่นอกกำแพงจึงเข้าไปจับกุม

พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี กล่าวว่า จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่า ตนเองมีลูก 4 คน ส่วนสามีแยกทางกันไป ทำให้ตนเองแบกภาระเลี้ยงลูกคนเดียวอีกทั้งไม่มีงาน จึงได้ให้ลูกชาย อายุ 13 ขวบ และบางครั้งลูกชาย 7 ขวบ ปีนกำแพงเข้าไปลักทรัพย์สิน ตามบ้านพักและโรงเรือนในค่ายเสนีย์รณยุทธ โดยตนจะขับรถจักรยานยนต์ไปส่งและรับลูก โดยทำแล้ว 6 ครั้ง ทรัพย์สินที่ขโมยมาเอาไปจำนำ เงินที่ได้มาก็แบ่งให้ลูกชายอายุ 13 ปี ครั้งละ 1,000 บาท ให้เขาเอาไปเล่นเกมส์ มาครั้งนี้ มาถูกจับกุมเอาไว้ได้ดังกล่าว ทางตร.ประสานไปยังพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำเนินการช่วยเหลือลูกทั้ง 3 คน

ถ.เพชรเกษม ลงใต้คอสะพานขาด-รถติดยาว 10 ก.ม.

%e0%b8%96-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a1

วันที่ 10 ม.ค. 60 – บริเวณสะพานวังยาวเส้นทางข้ามคลองบางสะพาน ขาลงภาคใต้ คอสะพานถูกน้ำป่ากัดเซาะขาดออกจากตัวสะพาน ส่วนฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ ดินใต้สะพานถูกน้ำกัดเซาะ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องปิดการจราจรชั่วคราว

นายสมพร ปัจฉิมเพชร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ รถติดสะสมยาวมากกว่า 10 กิโลเมตร และเปิดให้รถวิ่งสวนทางกัน เพื่อระบายการจราจรไปเป็นการชั่วคราวก่อน ซึ่งวันนี้ (10 ม.ค.) ศูนย์สะพานปทุมธานีจะมาทอดสะพานแบริ่งให้ แต่ยังไม่สามารถระบุเวลาชัดเจนได้

ปิดไม่มิด! เทศบาลนครศรีฯ รับ “จระเข้ 5 ม.” หลุดจริง ยังหาไม่พบ วอนเห็นอย่าฆ่า

%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%94

เทศบาลนครศรีธรรมราชปิดไม่มิด “จระเข้” ยาว 5 เมตร หลุดจริง เฝ้าระวังรอบพื้นที่สวนสัตว์ทุ่งท่าลาด หวั่นหลุดออกนอกพื้นที่

(10 ม.ค.) บริเวณรอบสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 หรือ ทุ่งท่าลาด เจ้าหน้าที่กองการสวนสาธารณะและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครศรีธรรมราช กระจายกันเฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับยืนยันว่า จระเข้ยาว 5 เมตร หรือที่รู้จักในชื่อ “นาเดีย” ซึ่งเป็นจระเข้เพศเมียขนาดใหญ่ ไม่ได้อยู่ในคอกจระเข้จริง ดังที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ โดยคาดว่า จะออกจากคอกขังในช่วงที่น้ำท่วมสูง แต่ที่ผู้บริหารพยายามปกปิดข้อมูล เนื่องจากเกรงประชาชนจะเกิดความตื่นตระหนกและตกใจกลัว

ทั้งนี้ นายมนัส พงษ์ยี่หล้า รองนายกเทศมนตรีนครศรีธรรมราช ได้ใช้รถยนต์คอยตรวจการตระเวนรอบพื้นที่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไร้วี่แววของจระเข้ตัวดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นตัวเดียวกันกับที่ผู้สื่อข่าวได้พบเห็นขณะบันทึกภาพมุมสูงในพื้นที่เมื่อ 4 วันก่อน

อย่างไรก็ตาม จากภาพมุมสูงพบว่า ระดับน้ำลดลงบ้างแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ใช้เรือคอยตระเวน เพื่อหาร่องรอยของจระเข้ใหญ่ตัวนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่พบ โดยไม่มีใครกล้ายืนยันว่า จระเข้ยังอยู่ในพื้นที่หรือไม่ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปถึงพื้นที่คอกเลี้ยงแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยภาพที่เข้าไปบันทึกออกมา ส่งให้ผู้บริหาร เนื่องจากเกรงจะถูกตำหนิ และฝากขอร้องว่า หากพบเห็นอย่าฆ่าจระเข้ตัวนี้ เนื่องจากเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ที่หาได้ยาก ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ส่วนในพื้นที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีรายงานการพบจระเข้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเป็นระยะ เช่น บริเวณย่านชุมชนริมคลองคูเมืองและบริเวณชุมชนสารีบุตร ริมคลองหน้าเมือง ให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง

น.1 สั่งเอาผิด “ม่านรูด” ปล่อยลวงทายาทธุรกิจแป้ง

%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จ่อเอาผิดม่านรูดปล่อยลวงทายาทธุรกิจแป้งชื่อดังหวังขืนใจ พร้อมเอาผิดโรงแรมปล่อยปละละเลย – คดีคนร้ายงัดศาลอาญามีความคืบหน้า ขอเวลา 1-2 วัน มีข่าวดีแน่

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีสาวทายาทเจ้าของธุรกิจแป้งและยาชื่อดัง ถูกมอมยาพาเข้าโรงแรมม่านรูด ขณะไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านอาร์ซีเอเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมาว่า

หลังตำรวจ สน.มักกะสัน ตามจับกุม นายรุ่งโรจน์ อัครเรืองกุล ผู้ก่อเหตุได้แล้วตั้งแต่วานนี้ จากการสอบสวนขยายผล ผู้ต้องหายังยืนยันว่า ยังไม่ได้ลงมือข่มขืนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายเกิดอาเจียนจึงหมดอารมณ์ ซึ่งตรงกับผลการตรวจของแพทย์ว่าไม่พบร่องรอยการข่มขืน
อย่างไรก็ตามเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ คือ กักขังหน่วงเหนี่ยว พร้อมกำชับพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ให้พิจารณาดำเนินคดีที่เกี่ยวข้อง คือ พยายามล่วงละเมิดทางเพศ กระทำการอนาจาร หรือพาไปอนาจาร

นอกจากนี้ ยังจะพิจารณาดำเนินคดีกับ โรงแรมม่านรูด ย่านถนนเทียนร่วมมิตร ฐานสนับสนุนการระทำผิด ที่ปล่อยให้ผู้ต้องหา พาผู้เสียหายเปิดโรงแรมในสภาพมึนเมาไม่ได้สติด้วย โดยที่ผ่านมากรณีลักษณะนี้ เคยปล่อยปละจนกลายเป็นเหตุฆ่าข่มขืนในพื้นที่ สน.บางซื่อ และมีการเน้นย้ำมาตลอดให้เจ้าของโรงแรม หรือ อพาร์ทเมนท์ ช่วยดูแลหรือแจ้งเบาะแสแล้ว

นายหัวชวน ลุยตรวจน้ำท่วมตรัง บ่นอุบตั๋วเครื่องบินแพงเกิน

%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7

ชวน หลีกภัย ลงพื้นที่น้ำท่วม จ.ตรัง ต่อสายตรงถึงรมว.คมนาคม หลังราคาตั๋วเครื่องบินกทม.-ตรัง พุ่งสูงถึง 4,000 บาท

จากกรณีสนามบิน จ.นครศรีธรรมราช ประกาศปิดทำการเนื่องจากน้ำท่วม จะเดินทางโดยรถไฟ หรือรถยนต์ก็ไม่ได้ เนื่องจากเส้นทางถูกตัดขาดและน้ำท่วมทาง ส่งผลให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางไปและกลับ ทั้งจาก จ.นครศรีฯ และ จ.พัทลุง จำนวนมาก ต่างหันมาใช้สนามบิน จ.ตรัง ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด โดยสายการบินที่เปิดให้บริการที่ จ.ตรัง มีจำนวน 2 สายการบินชื่อดัง รวม 6 เที่ยวบินต่อวัน

ล่าสุด (7 ม.ค.) นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่น้ำท่วมที่ จ.ตรัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ตนจะเดินทางไป กทม.ตั๋วเครื่องบิน ราคา 4,000 บาท ตนก็คิดว่าแพงมาก ตนก็จำเป็นต้องเลื่อนการเดินทางออกไป

ตนเข้าใจว่าช่วงเทศกาลฯราคาอาจสูงกว่าปกติ หากไม่มีการจองล่วงหน้าก็เข้าใจ เป็นธุรกิจต้องทำกำไร แต่ช่วงนี้เลยช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ก็ต้องขอความเห็นใจเพราะเป็นความเดือดร้อนและเป็นความจำเป็นไม่มีทางเลือกเนื่องจากทางรถยนต์หรือรถไฟถูกตัดขาด

ตนจึงได้มีการต่อสายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอร้องให้ช่วยดูแลเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะเป็นการซ้ำเติม คนไทยที่กำลังประสบอุทกภัยน้ำท่วมด้วยกันหรือไม่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและมีการร้องเรียนจำนวนมาก

จริงๆ เรื่องนี้มีปัญหามานานแล้ว ตนเองและคณะทำงานก็พยายามหาทางแก้ปัญหา จนในที่สุดภายในเดือน ก.พ.นี้ ก็จะมีการเปิดไลออน์แอร์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนและบริหารฯเอง ก็รับปากว่าจะไม่มีมีการเอาเปรียบผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ภายใน 1-2 วันนี้ มีประชาชนใช้บริการเครื่องบินที่ จ.ตรัง เต็มทุกเที่ยวบิน

ทั้งนี้ จังหวัดตรังมีการประกาศ 6 อำเภอ เป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมแล้ว คือ อ.นาโยง,รัษฎา ห้วยยอด อ.วังวิเศษ อ.กันตัง และ อ.เมืองตรัง โดยมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมรวม 12,050 คน ประชาชนเดือดร้อนจำนวน 43,052 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คนคือ นายเดชา อายุ 37 ปี อยู่หมู่ที่ 7 ต.คลองปาง อ.รัษฎา จ.ตรัง