โลกวิตก! โสมแดงกร้าวงัดนิวเคลียร์โจมตีกลับสหรัฐ ท้าจะทดสอบจรวดทุกสัปดาห์

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ นายฮัน ซอง ยอล รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเกาหลีเหนือให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีระบุว่า เกาหลีเหนือจะเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธต่อไปถึงแม้จะถูกประชาคมระหว่างประเทศประณาม โดยการทดสอบจะถูกดำเนินการทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุกปี

นายฮัน ซอง ยอล กล่าวด้วยว่า หากสหรัฐวางแผนที่จะใช้ปฎิบัติการทางทหารต่อเกาหลีเหนือ ก็จะต้องเจอกับการทำสงครามทุกรูปแบบเป็นผลตอบแทน เราจะต้องป้องกันตัวด้วยการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในวิถีทางและรูปแบบของเราเอง

“เกาหลีเหนือเชื่อว่าอาวุธนิวเคลียร์จะช่วยปกป้องประเทศจากภัยคุกคามโดยปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ และหากสหรัฐสิ้นคิดพอที่จะใช้วิธีทางทหารนั่นหมายถึงจะต้องเกิดการทำสงครามทุกรูปแบบในทุกๆ วัน”นายฮัน ซอง ยอล กล่าว

นายลู่ กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า คาบสมุทรเกาหลีกำลังอยู่ในสภาพเปราะบางอย่างยิ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูง จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่ถือเป็นการยั่วยุหรือราดลงบนกองไฟ

ด้านนายเซรเก ราฟลอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า รัสเซียจะไม่อดทนยอมต่อความเสี่ยงจากการยิงจรวดของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดีการใช้อำนาจเพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐก็ถือเป็นการดำเนินการที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่งเช่นกัน

ขณะที่นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้แจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ความพยายามทางการทูตมีส่วนสำคัญต่อการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ แต่ความพยายามที่จะพูดคุยเพื่อให้มีการจัดเวทีเจรจาขึ้นกลับไร้ผล ญี่ปุ่นจำเป็นที่จะต้องกดดันเกาหลีเหนือเพื่อให้มีการตอบสนองอย่างจริงจังต่อการหารือในเวทีโลกต่อไป

ท่าทีก้าวร้าวของเกาหลีเหนือมีขึ้นหลังจากที่นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางเยือนเกาหลีใต้พร้อมประกาศเตือน เกาหลีเหนือว่าอย่าทดสอบความมุ่งมั่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และว่าสหรัฐกำลังพิจารณาทางเลือกทุกด้านที่จะจัดการกับความทะเยอทะยานในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

สังคมออนไลน์จีนระอุ โชว์บอยคอตยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส

กรณีผู้โดยสารเชื้อชาติเอเชียถูกพนักงานสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์สลากลงจากเครื่องบิน เพราะที่นั่งไม่พอ ทำเอาเครือข่ายสังคมออนไลน์ของจีนลุกเป็นไฟ โดยคนจีนมากกว่า 180 ล้านคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียรายใหญ่ ชักชวนกันต่อต้านการใช้บริการของสายการบินอเมริกันแห่งนี้

นอกจากจะสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ผู้โดยสารในสหรัฐอเมริกาแล้ว คลิปวีดิโอที่แสดงพฤติกรรมป่าเถื่อน ด้วยการลากผู้โดยสารลงจากเครื่องอย่างไร้ความปรานี ยังทำให้สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์สแห่งสหรัฐอเมริกาถูกประณามจากทั่วโลก

ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ซึ่งเพิ่งเปิดตัวแคมเปญออนไลน์ #UNITEDJOURNEY เมื่อสัปดาห์ ก่อนหน้า โดยหวังให้ผู้โดยสาร โพสต์ภาพการเดินทางกับยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส กำลังเซ็งหนักเมื่อแฮชแท็กที่คิดขึ้นมา ถูกนำไปใช้ในการเผยแพร่คลิปวีดิโอที่สร้างความโกรธขึ้งให้กับคนทั่วโลก แทนที่จะเป็นภาพการเดินทางแห่งความประทับใจ

ซีเน็ตรายงานว่า ทันทีที่คลิปวีดิโอถูกเผยแพร่ไปถึงเมืองจีน ผู้คนบนโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีน Weibo ก็แทบคลั่งจากความโกรธเกรี้ยว เพราะผู้โดยสารที่ถูกลากลงเป็นคนเอเชีย
ในบรรดาสมาชิก Weibo ซึ่งมีอยู่กว่า 500 ล้านราย ปรากฏว่ามีถึง 180 ล้านราย ที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว เนื่องด้วยจากการศึกษาเมื่อปี 2556 พบว่าคนจีนนิยมแสดงความคิดเห็นบนคอนเทนต์ที่พวกเขาไม่ชอบ มากกว่าชอบ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมกระแสเรื่องนี้จึงได้ร้อนแรงนัก นอกจากนั้น คลิปวีดิโอเจ้าปัญหาดังกล่าว ยังถูกกดเข้าไปรับชมถึง 210 ล้านครั้ง เฉพาะ บน Weibo ที่เดียว

สมาชิกสังคมออนไลน์ของจีน ยังชักชวนกันยกเลิกการใช้บริการของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส โดยเฉพาะเมื่อมีการส่งต่อคอมเมนต์หนึ่งผ่านเว็บไซต์ Washington Post ที่อ้างว่าเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ระบุว่าผู้โดยสารถูกนำออกจากเครื่องเพราะเป็นคนจีน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของหนังสือพิมพ์ Louisville ในรัฐเคนตักกี ระบุ นายแพทย์ David Dao ผู้โดยสารที่ตกเป็นเหยื่อนั้น เป็นคนเวียดนาม

กระแสการบอยคอตยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส มีตั้งแต่คำด่าทอ ไปจนถึงการหัก เผา ทำลายการ์ดสมาชิกสายการบิน โดยสำหรับคนจีนนั้น สายการบินดังกล่าวถือว่าได้รับความนิยม เมืองจีนเป็นตลาดใหญ่ ที่สำคัญ และยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เป็นสายการบินสหรัฐฯที่มีเที่ยวบินตรงจากจีนไปสหรัฐฯมากที่สุดด้วย

กรณีดังกล่าวจึงทำให้มูลค่าตลาดหรือมาร์เก็ตแคปของหุ้นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ปรับลดลงในแต่ละวันมากกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯแล้ว แม้ซีอีโอของสายการบินจะออกมาขอโทษ และสั่งให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ก็ตาม.

โลกเครียดทำยอดเสิร์ช “สงครามโลกครั้งที่ 3” ในกูเกิลสูงเป็นประวัติการณ์

นายแบบหนุ่มร้องอ้าง ตร.เมาสาดน้ำแข็งอัดหน้าชา
เว็บไซต์ “เดลีดอท” รายงานเมื่อเร็วๆนี้ว่า ปริมาณการสืบค้นด้วยคำค้นว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” (world war 3) และ “กำลังเกิดสงคราม” (going to war) ผ่านระบบการสืบค้นของกูเกิล เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นความหวั่นวิตกและความกลัวว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นมาในขณะนี้
การค้นหาข้อมูลด้วยคำว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” เพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังมานี้ โดยเพิ่มพรวดขึ้นมามากที่สุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน เมื่อข่าวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา สั่งให้ถล่มโทมาฮอว์ก 59 ลูกเข้าใส่ฐานทัพอากาศของซีเรียซึ่งรัสเซียให้การสนับสนุนอยู่ เพื่อตอบโต้การใช้อาวุธเคมีของทางการซีเรียต่อประชาชนของตนเอง หลังจากนั้นข้อมูลจาก “กูเกิล เทรนด์” แสดงให้เห็นว่าการสืบค้นด้วยคำค้นทำนองนี้คงอยู่ในระดับสูงแบบผิดปกติ เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับหลายประเทศ โดยเฉพาะกับเกาหลีเหนือยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ครั้งล่าสุดที่มีแนวโน้มการสืบค้นด้วยคำว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์การโจมตีกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสด้วยการก่อการร้ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 แต่ยอดที่เพิ่มสูงขึ้นในเดือนเมษายนนี้เป็นการเพิ่มมากขึ้นกว่าระดับเมื่อปี 2558 ถึงเกือบเท่าตัว และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2546 ที่กูเกิลเริ่มประมวลผลการสืบค้นออกมาเผยแพร่เป็นครั้งแรก

ในกรณีที่ตรวจสอบเป็นรายประเทศย้อนหลังไป 1 สัปดาห์ พบว่า การสืบค้นด้วยคำค้นนี้มากที่สุดมาจากประเทศ ตรินิแดดและโตเบโก ต่อด้วย ออสเตรเลีย, แคนาดา, สหรัฐอเมริกาและเปอร์โตริโก แต่หากย้อนหลังไปตรวจสอบข้อมูลในช่วง 30 วัน น่าสนใจที่มีเพียงสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่สนใจสืบค้นหาผลลัพธ์ของคำว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” และกูเกิลแสดงให้เห็นว่า การสืบค้นด้วยคำว่า “ซีเรีย” กับคำว่า “กำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่3 ขึ้น” นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 30 วันดังกล่าว

เทเรซา เมย์ นายกฯอังกฤษ ประกาศ”ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่ 8 มิ.ย.60

นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษสร้างความตกตะลึงให้กับแวดวงการเมืองของประเทศ ด้วยการประกาศยุบสภาสามัญเพื่อเลือกตั้งใหม่กลางปีนี้ หวังสร้างเสถียรภาพให้กระบวนการเจรจา “เบร็กซิต”นายกรัฐมนตรีเมย์ แถลงว่า เธอจะเริ่มกระบวนการเลือกตั้งสภาสามัญใหม่ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ ในขณะที่รัฐบาลเหลือวาระบริหารประเทศอีกไม่ถึงครึ่งสมัย หวังให้ประชาชนเพิ่มอำนาจตัดสินใจให้กับเธอผ่านการเลือกตั้งรอบใหม่ เพื่อความราบรื่นในกระบวนการเจรจาถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หลังจากสภาสามัญที่มีความเห็นแตกแยกกลายเป็นอุปสรรคในการเจรจาครั้งนี้

“จริงๆ แล้ว รัฐสภาควรมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่กลับแตกแยกกันเองในช่วงที่ประเทศต้องก้าวไปด้วยกัน” นางเมย์ระบุ และบอกว่า ทุกคะแนนเสียงที่เลือกพรรคอนุรักษ์นิยมจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น

ทั้งนี้ นางเมย์เข้าสู่อำนาจเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว หลังจากสหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากสมาชิกอียู ซึ่งทำให้นายเดวิด คาเมรอน ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ซัมซุงเปิดตัว ‘กาแล็กซี่ เอส 8/เอส 8 พลัส’ จอยาวขึ้น-มี AI ใหม่

บริษัท ซัมซุง เปิดตัวสมาร์ทโฟน กาแล็กซี่ เอส 8 และ กาแล็กซี่ เอส 8 พลัส ที่งานแถลงข่าวในนิวยอร์ก โดยเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกแบบให้หน้าจอยาวขึ้นและครอบคลุมพื้นที่ผิวหน้าเกือบทั้งหมด และมาพร้อมกับระบบ AI ผู้ช่วยตัวใหม่…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 29 มี.ค. บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ จัดงานแถลงข่าวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘UNPACKED 2017’ ที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก โดยเปิดตัวสมาร์ทโฟน กาแล็กซี่ เอส 8 และ กาแล็กซี่ เอส 8 พลัส โดยหวังกอบกู้ชื่อเสียงที่มัวหมองจากเหตุแบตเตอรี่ระเบิดของสมาร์ทโฟน กาแล็กซี่ โน้ต 7 จนต้องเลิกจำหน่ายเมื่อปลายปีก่อน
ดีเจ โคห์ ประธานฝ่ายการสื่อสารเคลื่อนที่ของซัมซุง เปิดตัวสมาร์ทโฟน กาแล็กซี่ เอส 8 และ เอส 8 พลัส

กาแล็กซี่ เอส 8 และ เอส 8 พลัส ใช้จอแสดงผลใหม่ที่เรียกว่า Infinity Display เปลี่ยนสัดส่วนหน้าจอจาก 16:9 เป็น 18.5:9 ทำให้พื้นที่แนวตั้งเพิ่มขึ้นซึ่งขอบด้านข้างของจอภาพจะยาวไปจนถึงขอบของเครื่อง ส่วนปุ่มโฮมซ่อนอยู่บริเวณขอบด้านล่างของจอภาพ จอภาพมีความกว้าง 5.8 นิ้ว สำหรับ เอส 8 และกว้าง 6.2 นิ้ว สำหรับ เอส 8 พลัส

กาแล็กซี่ เอส 8 และ เอส 8 พลัส มาพร้อมกับกล้องหลัง 1 ตัว ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ยกระดับซอฟต์แวร์ใหม่เช่น มีประมวลผล multi-frame ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมระบบตรวจจับใบหน้า, โฟกัสอัตโนมัติ ใช้ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ 7.0 นูกัต ใช้ชิพประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 หรือ Samsung Exynos 8895 (ขึ้นอยู่กับภูมิภาค) โดยตัวชิพมีขนาดเล็กเพียง 10 นาโนเมตร มีหน่วยความจำขนาด 64GB รอบรับการ์ดไมโครเอสดีความจุสูงสุดไม่เกิด 2TB แรม 4GB

ะบบล็อคเครื่อง 5 รูปแบบ

รองรับการชาร์ตไร้สาย และ USB-C, กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 (น้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ทนได้ไม่เกิน 30 นาที), มีระบบล็อคเครื่องถึง 5 แบบ รวมทั้ง ระบบสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งถูกย้ายไปด้านหลังเครื่องใกล้กับกล้อง, ระบบจดจำใบหน้า และ สแกนม่านตา (iris scanner) ขณะที่ใช้แบตเตอรี่ 3,000 mAh (3,500 mAh สำหรับ เอส 8 พลัส) รับประกันว่าแบตเตอรี่ปลอดภัย ด้วยการตรวจสอบถึง 8 ขั้นตอน นอกจากนี้ เอส 8 และ เอส 8 พลัส ยังรองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Gigabit LTE (5จี) ด้วย

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของซัมซุงเครื่องนี้ยังมาพร้อมกับระบบใหม่ Bixby (บิ๊กซ์บี ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ตัวใหม่) ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ในการควบคุมโทรศัพท์โดยไม่ต้องใช้การปาด หรือกด มีการคํานวณแบบล่วงรู้บริบท (context awareness) ทำให้สามารถใช้รูปภาพ หรือคำสั่งง่ายๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ, มีระบบเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ โดยระบบจะนำแอพหรือเพลงที่ฟังบ่อยๆ มาแสดงบน dashboard ส่วนตัวของผู้ใช้ และมีระบบสั่งการด้วยเสียงด้วย

มี 4 เรื่องยังไม่ถึงฝัน! ส่องภารกิจกูเกิล มุ่งมั่นเพื่อคนไทย

ส่องภารกิจ Google ประเทศไทย เพื่อให้บริการคนไทย กับ 4 เรื่องหลักที่ต้องการมุ่งเน้นให้สัมฤทธิผลในปีนี้…

เป็นองค์กรที่มีชื่อติดหูคนไทยอยู่แล้ว…สำหรับ “กูเกิล” (Google) ซึ่งปัจจุบันก็ได้พัฒนาบริการรูปแบบต่างๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของคนไทยอย่างต่อเนื่อง แต่คุณอยากรู้หรือไม่ อะไรคือสิ่งที่กูเกิล ประเทศไทย มุ่งมั่นจะดำเนินการและสานต่อให้เป็นรูปธรรมภายในปีนี้ เราบอกใบ้ให้นิดๆ ว่ามีทั้งหมด 4 ด้าน ถ้าพร้อมแล้ว ไปค่ะ รู้ไปพร้อมกัน!

“กูเกิลมีสำนักงานอยู่ใน 150 เมือง ภายใน 60 ประเทศทั่วโลก มีพนักงาน 70,000 คนทั่วโลก ส่วนพนักงานของกูเกิล ประเทศไทย ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 30 คน จากจุดเริ่มต้นเพียง 3 คน” นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย เริ่มต้นเล่าย้อนอดีตของกูเกิลไทย และยังบอกอีกว่า…
เบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ Google ประเทศไทย

“ในปีนี้เราตั้งเป้าหมายโดยเน้นที่ 4 เรื่อง เพื่อพัฒนาบริการแก่ชาวไทย คือ 1.สนับสนุนด้านการศึกษาผ่าน Google Ignite สำหรับเตรียมพร้อมนักศึกษาเข้าสู่สายงานดิจิทัล 2.สนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ด้วยโครงการ Launchpad Accelerator เพื่ออบรม แลกเปลี่ยนความเห็นและสนับสนุนสตาร์ทอัพ 3.สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป กับบริการแปลภาษาเป็นประโยคภาษาไทยครั้งแรกกับ Google Translate ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันดีที่กูเกิลให้ความสำคัญกับภาษาไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และ 4.สนับสนุนกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของยูทูบ ให้สามารถใช้พื้นที่ซึ่งบริษัทได้ขยายเพิ่มเติมอยู่ที่ชั้น 16 ของอาคารปาร์ค เวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์”

กูเกิล…ก็คือสตาร์ทอัพ!

เมื่อ 18 ปีก่อน กูเกิลก็ถือเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพเป็นหน้าใหม่ในธุรกิจไอที แต่เมื่อมาถึงวันนี้ กูเกิลก็ลืมจุดเริ่มต้นของตนเองและพยายามเป็นตัวอย่างในการสนับสนุนและผลักดันสตาร์ทอัพ เพื่อให้พวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่บนโลกดิจิทัลและก้าวสู่ความสำเร็จเช่นกัน

บนมือถือต้องมีแอปจาก Google ติดตั้งอยู่ เผลอๆ มากกว่า 1 แอป

ไม่หยุดนิ่งพัฒนา

อย่างที่รู้ว่ากูเกิลมีบริการหลากหลายเพื่อรองรับการใช้งาน แต่การนำเสนอบริการหลากหลายรูปแบบยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาประสิทธิภาพอยู่เสมอด้วย เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

คอนเทนต์ เหมือนทอง

คอนเทนต์ในความหมายของกูเกิล หมายถึง บริการยูทูบและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์ ทำให้ประเทศไทยมีช่องบนยูทูบซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน ถึง 51 ช่อง เป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งยังเติบโตมากเป็นเท่าตัวภายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีเพียง 10 ช่องรายการ ทำให้กูเกิลให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ของเหล่าครีเอเตอร์ด้วย

ได้เวลาทำงาน ประชาชนแห่กลับกทม. หมอชิต 2 คนแน่น

วันหยุดสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ หลายคนเลือกเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวาน แต่บางคนเลือกที่จะเดินทางกลับตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (17 เม.ย.) ทำให้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า บขส.คาดว่าวันนี้จะมีประชาชนเดินทางกลับเกือบ 2 แสนคน โดยได้จัดรถเสริมไว้แล้ว 2,500 เที่ยว ยืนยันว่าเพียงพอและไม่มีผู้โดยสารตกค้างแน่นอน

หลายคนหอบข้าวปลาอาหารมาจากภูมิลำเนา ทั้งข้าวสาร ปลาแห้ง เฉลี่ยต่อคน 20-50 กิโลกรัม เพื่อมาใช้บริโภคระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงฯ ช่วยประหยัดค่าครองชีพได้ 2-3 เดือน ราว 3,000 บาท

ขณะเดียวกันผู้โดยสารมาถึงที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 หลายคนยังเลือกรอรถแท็กซี่เข้ามารับด้านใน แต่นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บขส. ยอมรับว่า รถแท็กซี่ขาดช่วง แม้ว่า บขส.จะขอความร่วมมือให้รถแท็กซี่เข้ามารับผู้โดยสารด้านใน
แต่ได้ประสานกับ ขสมก.ได้จัดชัตเติลบัสฟรีมารับส่งผู้โดยสารไปด้านทิศใต้ขาเข้าหมอชิต 2 ในเส้นทางอู่หมอชิต 2-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มากกว่า 10 คัน ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00-08.00 น. เพื่อช่วยระบายผู้โดยสารออกไปยังถนนสายหลัก

ส่วนจำนวนผู้โดยสารที่เข้ากรุงเทพฯ จะสูงสุด 190,000-200,000 คน เพิ่มจากเป้าหมาย 150,000 คน ซึ่ง บขส.ได้จัดรถเสริมตามจุดต่างๆ ไว้ 2,500 เที่ยว และเที่ยวปกติ 6,200 รวมทั้งสิน 9,700 เที่ยว จะเพียงพอการรองรับและไม่มีผู้โดยสารตกค้างอย่างแน่นอน

สำหรับข้อร้องเรียนต่างๆ ทั้ง การให้บริการที่ล่าช้า การขายตั๋วเกินราคา จะรวบรวมข้อร้องเรียนทั้งหมดภายในวันที่ 24 และนำมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป ซึ่งประชาชนสามารถที่จะร้องเรียนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584

ขณะที่ สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือหัวลำโพง ผู้โดยสารที่เดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร เริ่มบางตากว่าทุกๆ วันในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มาจากหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ หลายคนหอบหิ้วสัมภาระติดตัวมาด้วย ขณะที่หลายคนแม้อ่อนล้าจากการเดินทางแต่ก็ต้องไปทำงานในวันนี้

การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. คาดการณ์ว่า บรรยากาศการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ จะหนาแน่นไปจนถึงวันที่ 18 เมษายน ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายที่ รฟท.จะเสริมรถไฟขบวนพิเศษ 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทาง กรุงเทพฯ-ศิลาอาสน์ / กรุงเทพฯ-อุดรธานี / กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และ กรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ

เมื่อวานนี้ (16 เม.ย.) เป็นวันที่มีผู้โดยสารเดินทางหนาแน่นมากที่สุดที่ 1 แสน 2 หมื่นคน เนื่องจากหลายบริษัทได้เปิดทำการวันนี้วันแรก ส่วนวันนี้คาดว่าผู้โดยสารจะอยู่ที่เกือบ 1 แสนคน

และรถไฟหลายขบวนอาจจะถึงที่หมายล่าช้าอย่างมาก 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะขบวนจากเส้นทางสายเหนือและสายอีสาน เนื่องจากยังมีผู้โดยสารจำนวนมากเลือกเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ วันนี้ ซึ่งทำให้รถไฟแต่ละขบวนใช้เวลาจอดรับส่งผู้โดยสารนานกว่าปกติ

สำหรับการจราจรโดยรอบสถานีรถไฟกรุงเทพฯ สามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ ขณะที่การรอคิวใช้บริการแท็กซี่หนาแน่นเป็นระยะ โดยมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้อย่างต่อเนื่อง.

แจ้งเพิ่ม’ซินแสโชกุน’อั้งยี่ ซ่องโจร ยึดทรัพย์ 10 ล้าน สอบดารา’ติ๊ก ฉัตรมงคล’ติดลิสต์นั่งเครื่องเหมาลำ

ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง(บก.ภ.จว.ระนอง) เข้าจับกุม น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ น.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือ “ซินแสโชกุน” กรรมการบริหาร บริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 939/2560 ลงวันที่ 12 เมษายน 2560 ข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลังจากร่วมกับพวกอีก 9 คน เป็นญาติของซินแสโชกุน และถูกควบคุมตัวไว้แล้วที่ มทบ.11 หลอกลวงผู้เสียหายกว่า 1,000 คน โดยอ้างว่าได้จัดทริปเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ด้วยการเช่าเหมาลำเครื่องบินสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค นัดหมายกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ภายหลังกลับปล่อยลอยแพโดยไม่มีการเดินทางแต่อย่างใด จนสร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั้งท่าอากาศยาน ผู้เสียหายทั้งหมดต่างเป็นสมาชิกของบริษัทดังกล่าว มีแผนการตลาดโฆษณารับสมัครสมาชิกด้วยเงินลงทุนหัวละ 9,730 บาท แล้วชักจูงใจด้วยการจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นฟรี ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวซินแสโชกุนได้ที่ จ.ระนอง นำตัวมาสอบสวนที่ บก.ป. ก่อนคุมตัวไปฝากขังพร้อมคัดค้านการประกันตัว โดยศาลอนุญาตให้ฝากขังได้ ขณะเดียวกันไม่มีญาติมายื่นประกันตัวแต่อย่างใด โดยปัจจุบันซินแสโชกุนถูกส่งตัวไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 เมษายน พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) กรมบังคับคดี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีหลอกขายทัวร์ญี่ปุ่น โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ภายหลังประชุม พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลออกหมายจับญาติและบุคคลใกล้ชิดซินแสโชกุนจำนวน 8 คน ถูกควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 11 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และอั้งยี่ ซ่องโจร โดยเจ้าหน้าที่ทหารจะคุมตัวส่งตำรวจบก.ป.ดำเนินคดีในวันที่ 18 เมษายน เวลา 10.00 น. ทั้งนี้ ตำรวจจะแจ้งข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร เพิ่มเติมกับซินแสโชกุน ที่ถูกควบคุมอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางด้วย อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และยังไม่พบความเชื่อมโยงกับคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟัน
พล.ต.ต.สุทินกล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสอบปากคำนายฉัตรมงคล บำเพ็ญ หรือติ๊ก นักแสดง ว่าเข้าข่ายผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากตำรวจพบหลักฐานว่านายฉัตรมงคลปรากฏรายชื่อเป็น 1 ใน 7 คน ที่นั่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปยังที่ต่างๆ กับซินแสโชกุนด้วย

พล.ต.ต.สุทินกล่าวอีกว่า ขณะนี้ ปปง.ยึดทรัพย์สินของซินแสโชกุนประกอบด้วย เงินฝากในธนาคารกว่า 3 ล้านบาท ห้องพักในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง และรถยนต์จำนวน 6 คัน มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท ที่ตรวจยึดได้จากภาคใต้ พบว่ารถยนต์นั้นใช้ชื่อบุคคลอื่นครอบครอง ไม่ใช่ซินแสโชกุนแต่อย่างใด

ขณะที่เจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดี กล่าวว่า ขอแนะนำผู้เสียหายให้เข้าร้องทุกข์ 2 ส่วนคือ 1.แจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ป. และ 2.แสดงสิทธิกับ ปปง.เพื่อให้ครอบคลุมทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง เพื่อแสดงสิทธิของผู้เสียหายในการรับเงินเยียวยาด้วย
ายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนรถยนต์ 6 คัน ที่ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ตรวจยึดเป็นของกลางในคดีชินแสโชกุนป ระกอบด้วย รถเบนซ์ รุ่นเอสแอลเค 350 สีบอร์นเทา ทะเบียน พศ 9995 กรุงเทพมหานคร รถยนต์แลนโรเวอร์ สีแดง ทะเบียน 6 กค 4990 กรุงเทพมหานคร รถยนต์นิสสัน ทีด้า ฎท 6193 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์มิตซูบิซิ ปาร์เจโร่ สีบรอนซ์เทา กฉ 5444 ลพบุรี โดยตรวจยึดได้ที่ จ.ระนอง ขณะจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา และตรวจยึด รถยนต์โตโยต้า คัมรี สีดำ ทะเบียน 4 กณ 789 กรุงเทพมหานคร และ รถตู้แวนฮุนได สตาเร็กซ์ ทะเบียน 3 กฮ 97097 กรุงเทพมหานคร ที่คอนโดของชินแสโชกุน

ทั้งนี้มีรายงานว่าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ประสานทาง ปปง. ให้ดำเนินการตรวจยึดรถ 4 คัน หลังตรวจสอบพบว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากกระทำความผิด ประกอบด้วย รถเบนซ์ รุ่นเอสแอลเค รถยนต์แลนโรเวอร์ รถยนต์โตโยต้า คัมรี และรถตู้แวนฮุนได สตาเร็กซ์ ในส่วนของรถอีก2คันจะต้องนำส่งคืนตามขั้นตอน เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการกระทำความผิด รวมทั้งเป็นรถของบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี

จ่อหมายเรียก ‘ว่าที่นาวาตรี พญ.’ คดีหมอตุ๋นหมอ

จากกรณี เรืออากาศโทแพทย์หญิง นิจชา รุทธพิชัยรักษ์ อายุ 30 ปี แพทย์รพ.รัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง พร้อมผู้เสียหายรวมกว่า 10 คน ประกอบด้วยหลากหลายอาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร ทหาร สจ๊วต และอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมตัวกันเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อเอาผิดกับ ว่าที่นาวาตรีแพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ในข้อหาฉ้อโกง หลังถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในบริษัททัวร์มีผู้เสียหายกว่า 38 คน รวมมูลค่าเสียหายกว่า 64 ล้านบาท โดยอ้างว่าหากลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนสูงร้อยละ 6-18 ต่อเดือน แต่พอลงทุนจริงกลับไม่ได้รับผลตอบแทนทุกเดือนตามที่กล่าวอ้าง เมื่อทวงถามก็ถูกบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าบัญชีถูกอายัดและไม่สามารถติดต่อได้ อีกทั้งที่บ้านและที่ทำงานของว่าที่นาวาตรีหญิงคนดังกล่าวก็ไม่พบตัว ทำให้เชื่อว่าถูกหลอก ผู้เสียหายจึงเดินทางไปแจ้งความก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแนะนำให้ไปแจ้งความที่บก.ปอศ. เนื่องจากเป็นการฉ้อโกงเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 17 เมษายน พ.ต.ท.สมชาย โพธิ์สุวรรณ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปอศ. เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ทางเรืออากาศโทแพทย์หญิง นิจชา รุทธพิชัยรักษ์ อายุ 30 ปี แพทย์รพ.รัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง พร้อมผู้เสียหายประมาณ 12 คน ได้เดินทางมาแจ้งความกับตนแล้ว เพื่อเอาผิดว่าที่นาวาตรีแพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ในข้อหาฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนกับบริษัททัวร์ โดยเบื้องต้นตนได้รับแจ้งความไว้ พร้อมสอบปากคำทุกคน แต่สามารถลงบันทึกคำให้การอย่างละเอียดได้เพียง 2 ปาก ส่วนผู้เสียหายที่เหลือ ตนได้นัดสอบปากคำในเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 21 เมษายน นี้

พ.ต.ท.สมชาย เปิดเผยอีกว่าสำหรับประเด็นที่สอบปากคำผู้เสียหายนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการชักชวนให้ร่วมลุงทุนกับทางบริษัททัวร์ดังกล่าว ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับจองห้องพักโรงแรมให้กรุ๊ปทัวร์ต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินทุน จึงต้องการหาผู้ร่วมลงทุนด้วย โดยจะลงทุนเป็นเงินตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้าน แล้วจะได้รับผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งขณะนี้ผู้เสียหายมีข้อสงสัยว่า ทางว่าที่นาวาตรีแพทย์หญิงไม่น่าจะมีธุรกิจตามที่กล่าวอ้างจริง เพราะเอาเงินต้นไปแล้วไม่คืน พอทวงถามก็บ่ายเบี่ยง อ้างถูกอายัดเงิน ทางผู้เสียหายจึงคิดว่าอีกฝ่ายโกหก เลยเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ อย่างไรก็ตามหากเรื่องนี้มีการประกอบธุรกิจจริงก็เป็นเรื่องที่สามารถร่วมลงทุนกันได้ โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จึงจะดำเนินการออกหมายเรียกให้ว่าที่นาวาตรีแพทย์หญิงผู้ถูกกล่าวหา มาสอบปากคำตามขั้นตอนต่อไป

‘รฟท.’ คาด คนเหยียบแสน ใช้บริการรถไฟเข้ากรุงฯ วันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ของประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด และใช้ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 13 – 17 เม.ย. เดินทางไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัดและกลับไปเยี่ยมครอบครัวในต่างจังหวัด ที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามืดมีประชาชนที่ใช้บริการรถไฟโดยสารจากจังหวัดต่างๆ เดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ ค่อนข้างหนาแน่นเนื่องจากเป็นวันหยุดวันสุดท้ายก่อนที่จะกลับเข้าสู่วันทำงานตามปกติ เช่น ขบวนรถไฟธรรมดาบริการสังคม (ฟรี) ที่ 212 ต้นทางสถานีตะพานหิน จ.พิจิตร ที่ออกเดินทางตั้งแต่ 05.50 น. เพื่อเข้าสถานีกรุงเทพในเวลา 12.30 น. พบว่ามีประชาชนจับจองพื้นที่นั่งจนเต็มทุกที่นั่ง ทั้งนี้จากการสอบถามผู้โดยสารรายหนึ่งที่ใช้บริการตั้งแต่สถานีรถไฟหลักสี่ ระบุว่า ช่วงที่ใช้บริการมีประชาชนที่เดินทางมาก่อนหน้านี้เต็มขบวนรถจนต้องยืนโหน แต่เมื่อถึงสถานีที่ผู้โดยสารต้องการก็ทยอยลง โดยสถานีหลักสี่นั้นพบว่ามีประชาชนที่โดยสารมาตั้งแต่ต้นทางลงไปเป็นจำนวนมาก ขณะที่บรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพฯ
เมื่อช่วง 13.00 น. มีประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด และ ที่เตรียมเดินทางไปยังต่างจังหวัดเข้าใช้บริการพื้นที่โถงสถานีรถไฟเป็นจำนวนมาก โดยนางนวลอนงค์ วงษ์จันทร์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเดินทางกลับเข้ากรุงเทพ ในวันสุดท้ายของวันหยุดยาว เชื่อว่าจะมีประชาชนใช้บริการรถไฟ เกือบ 1แสนคน ขณะที่การใช้บริการ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นั้นมีประชาชนใช้บริการประมาณ 7หมื่นคน ทั้งนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมเรื่องการให้บริการและยืนยันว่าจะให้บริการประชาชนทุกคนได้ครบ ไม่มีตกค้างอย่างแน่นอน ขณะที่ประชาชนที่ต้องการโดยสารไปยังต่างจังหวัด การรถไฟแห่งประเทศไทยยังให้บริการการเดินรถตามตารางเดินรถปกติ วันละ 200 ขบวน

“รถไฟเสริมที่การรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่มเที่ยวเดินรถเพื่อรองรับประชาชนจากต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพ โดยสายอุบลราชธานี, สายอุดรธานี, สายศรีสะเกษ และ สายศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ นั้นได้เดินทางเข้าสถานีกรุงเทพทั้งหมดแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า และจากนี้ในช่วงบ่ายจะเป็นการเดินรถสู่กรุงเทพตามตารางเดินรถปกติ” นางนวลอนงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในช่วงส่งท้ายวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ 2560 นั้นยังมีประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ใช้โอกาสหอบลูก จูงหลาน และครอบครัวเข้ามาพักผ่อนที่กรุงเทพมหานครด้วย โดยมีครอบครัวชาวนราธิวาส ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวว่า ช่วงหยุดเทศกาลสงกรานต์โรงงานที่ทำอยู่ หยุด จึงชวนครอบครัวขึ้นมาเที่ยวที่กรุงเทพ โดยไปเที่ยวที่สวนสยาม ซึ่งครอบครัวรู้สึกมีความสุขมาก ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนานั้นใช้บริการของรถไฟเพราะสะดวก อีกทั้งคนใช้บริการไม่หนาแน่น