หวยพญาเต่างอย มาแล้วนาทีสุดท้าย!! เข้าฝันคนกรุงเทพฯ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันหวยออกว่า ที่บริเวณสวนสาธารณะ รูปปั้นพญาเต่างอย บ้านเต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร มีบรรดาประชาชนและนักแสวงหาเลขเด็ดเดินทางมาไหว้และทำพิธีบนเพื่อขอโชคลาภกันหนาตามากหวยพญาเต่างอย มาแล้วนาทีสุดท้าย!! เข้าฝันคนกรุงเทพฯ-ถึงกับรีบมาไหว้ กว้านซื้อลอตเตอรี่ชุดใหญ่

นายบุญเตรียม งอยผาลา นายก อบต.เต่างอย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันหวยออก ยังคงมีประชาชนเดินทางมาไหว้กันอย่างคึกคัก รวมทั้งรายที่เคยมีโชค ก็เดินทางมาแก้บนคึกคัก

ส่วนตัวเลขที่นักเสี่ยงโชคนำไปซื้อเลขเด็ด เป็นยอดกฐินที่ทอดถวายเสร็จเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา เป็นการทอดกฐินถวายเพื่อสร้างเจดีย์พระกัสสปะ ที่ค้างคามาหลายปี และในปีนี้ มีศรัทธาประชาชนรวมกันตั้งขึ้นที่บริเวณรูปปั้นพญาเต่า และได้ยอดทอดกฐินถวายทั้งสิ้นจำนวน 1,603,501.50 บาท หลังยอดตัวเลขออกมา ชาวบ้านบนศาลาและในบริเวณนั้นพากันออกหาซื้อตัวเลขยอดกฐินพญาเต่างอย จนไม่มีจำหน่าย แม้จะมีบางรายให้ราคาสูงถึงใบละ 200 บาท ก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านจากกรุงเทพมหานคร ที่เดินทางมาไหว้บอกว่า พญาเต่าไปเข้าฝัน และบอกว่า ให้มาไหว้จะมีโชค เมื่อไหว้เสร็จแล้วก็ซื้อ ลอตเตอรี่เลข 52 55 ไว้ชุดใหญ่ ทำให้เซียนหวยในบริเวณนั้นซื้อตามไปด้วยจนเกลี้ยงแผง โดยเชื่อว่าจะมีโชคจากพญาเต่างอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตัวเลข 98 70 และเลข 13 เป็นตัวเลขมงคล มีการขายจนเกลี้ยงแผงไปแล้ว กว่าสัปดาห์ ทั้งนี้เป็นตัวเลขที่เซียนหวยกว้านซื้อไว้จนหมด และพบว่าตัวเลขที่ขายยาก ได้แก่ เลขเบิ้ล จนนาทีสุดท้ายต้องขายลดราคาลงและหันไปซื้อใต้ดินกัน โดยเฉพาะเลขพญาเต่างอย ที่เป็นยอดกฐิน มีเจ้ามือหวยใต้ดินบางราย ประกาศจ่ายครึ่งเดียวหากหวยออกมา ก็ยังมีเซียนหวยออกหาซื้อ แม้จะจ่ายแค่ครึ่งเดียวก็ตาม

“เชื่อว่าเลขพญาเต่างอยงวดนี้ เป็นงวดที่ออกหลังจาก ออกพรรษา พญาเต่างอยจะให้โชคแน่” เซียนหวยรายหนึ่งกล่าว

แบงก์ชาติเผยข้อมูลเบื้องหลัง ธนบัตรที่ระลึก 50 ปี แห่งการครองราชย์

แบงก์ชาติเผยข้อมูลเบื้องหลัง ธนบัตรที่ระลึก 50 ปี แห่งการครองราชย์

ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลความรู้ ธนบัตรที่ระลึกฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกจุดบนธนบัตรล้วนมีความหมาย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นแบบอย่างของมหาราชกษัตริย์ ด้วยพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างมากมายมหาศาลทั่วทุกสารทิศ นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงทำให้พระองค์กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและที่สรรเสริญยกย่องของประชาชนทุกหมู่เหล่า ดังนั้นที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้จัดพิมพ์ธนบัตรที่ระลึกเพื่อเฉลิมพระเกียรติอยู่หลายครั้ง

หนึ่งในนั้นคือ ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ที่จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 เพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ซึ่งเฟซบุ๊ก ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้นำข้อมูลธนบัตรที่ระลึกชนิดนี้มาเผยแพร่ให้ทราบกันว่า ส่วนประกอบแต่ละจุดของธนบัตรนั้นล้วนมีความหมายอันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับธนบัตรที่ระลึกในรัชสมัยรัชกาลที่ 9

ธนบัตรที่ระลึกแบบพิเศษ ชนิดราคา 500 บาท เริ่มจ่ายแลกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2539 จำนวน 1,000,000 ฉบับ ทุกฉบับมีเลข 50 นำหมวดเลขหมาย ซึ่งหมายถึง 50 ปีแห่งการครองราชย์ และเป็นธนบัตรที่มีการพิมพ์บนวัสดุโพลีเมอร์เป็นครั้งแรก

ผนึกฟอยล์สีทองพระบรมฉายาทิสลักษณ์ ล้อมรอบด้วยพื้นที่ใสซึ่งมองทะลุผ่านได้ โดยปริมณฑลหลังพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์จะเปลี่ยนสีสะท้อนแสงวาววับเมื่อพลิกธนบัตรไปมา เรียกว่า Optically Variable Device (OVD) นับเป็นครั้งแรกที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามและเป็นลักษณะพิเศษต่อต้านการปลอมแปลง ความสุกสว่างของ OVD สีทอง สื่อความหมายแห่งพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ภายในเนื้อวัสดุ มีรูปตราจักรีซ่อนอยู่ที่เบื้องขวาของพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ มองเห็นได้ทั้งสองด้านเมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงถือว่า การดูแลทุกข์สุขของราษฎรทั่วราชอาณาจักรเป็นพระราชภาระที่สำคัญ ในการเสด็จทรงงานแต่ละครั้ง พระองค์จึงทรงใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อบันทึกข้อมูลและติดตามสถานการณ์ ได้แก่ แผนที่ ดินสอ กล้องถ่ายรูป และวิทยุสื่อสาร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อใดที่สามารถแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคแล้ว เมื่อนั้นราษฎรย่อมจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม พระองค์จึงโปรดให้จัดตั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศเกือบพันโครงการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงริเริ่มให้มีการพัฒนาที่ดินว่างเปล่าเพื่อจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน รวมทั้งโปรดให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเพื่อหาวิธีการเพาะปลูกให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ทรงเน้นให้เพาะปลูกพืชที่เป็นที่นิยมของตลาด เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของท้องถิ่น ควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมด้วยพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของผิวดิน จึงมีพระราชดำริในการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก ทำให้สามารถใช้ที่ดินนั้นทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้ ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำด้วย และเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2536 ธนาคารโลกได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลรากหญ้าแฝกชุบทองสำริด ซึ่งเป็นรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณในฐานะผู้อนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงริเริ่มโครงการหลวงเมื่อ พ.ศ. 2512 ทรงใช้พระราชทรัพย์สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่สูงของภาคเหนือ รวมถึงชาวเขา กล่าวได้ว่า โครงการหลวงทำให้ประชาชนที่อาศัยในที่สูงเลิกปลูกฝิ่น มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รวมทั้งมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทางเกษตรกรรม เช่น ไม้ดอกไม้ผลเมืองหนาว

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงตระหนักถึงพิษภัยจากมลภาวะโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำเสีย จึงทรงคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย และพระราชทานชื่อว่า “กังหันน้ำชัยพัฒนา” โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 สภาวิจัยแห่งชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลที่ 1 ในประเภทผลงานคิดค้นหรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติประจำปี 2536 และทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์” อีกด้วย

อาหารเสริมสายตาสั้น วิตามินบำรุงสายตาที่ดีที่สุด

หลายคนอาจคิดว่าการที่สายตาสั้นนั้นแสดงว่ามีการเสื่อมของจอประสาทตา ซึ่งจริงๆแล้วอาการสายตาสั้นเกิดจากลูกตามีขนาดความยาวเกินกว่าขนาดโฟกัสของเลนส์แก้วตาและกระจกตา ภาพจากวัตถุในระยะไกลจะตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้เห็นภาพพร่า มัว มองเห็นไม่ชัดถ้าไม่ใส่แว่นนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม คนสายตาสั้นก็ควรได้รับการบำรุงอยู่เสมอ ไม่ต่างจากคนทั่วไป เช่น การรับประทานอาหารเสริมสายตาสั้น หรือวิตามินบำรุงสายตา

 อาหารเสริมสายตาสั้น วิตามินบำรุงสายตาที่ดีที่สุด

ผักผลไม้ ที่ช่วยบำรุงสายตา
1.แครอท เป็นหนึ่งในอาหารบำรุงสายตาที่ดี เพราะมีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้มันก็ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด มีผลปฏิกิริยาเคมีของดวงตาต่อแสง นอกจากจากนี้ยังช่วยให้มีผิวพรรณดี สร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆอีกด้วย
2.ฟักทอง เป็นอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตายไปแล้ว มีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินา มีวิตามินเอ บำรุงสายตา มีเบตาแคโรทีนซึ่งมีสาร Antioxidant สูงจึงช่วยต้านมะเร็งอีกด้วย
3.ผักบุ้ง เหมาะสำหรับคนสายตาสั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยในการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่ทำให้ปวดตา แสบตา เนื่องจากมีทั้งวิตามินเอและวิตามินซี รวมถึงเบต้าแคโรทีน นอกจากนี้ ผักบุ้งยังมีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย
4.ตำลึง เป็นผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นอาหารบำรุงสายตาชั้นดี มีเบต้าแคโรทีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อกระจก

    “ลูทีน” วิตามินบำรุงสายตาที่ดีที่สุด
นอกจากผักผลไม้บำรุงสายตาแล้ว วิตามินบำรุงสายตาที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นอาหารเสริมสายตาสั้นที่ดีเยี่ยมนั่นก็คือ “ลูทีน” (Lutein) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์สีเหลืองซึ่งมีส่วนอย่างมากในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระ โมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงในจุดของดวงตา โดยเฉพาะพื้นที่ของเรตินาที่เกี่ยวกับการรับภาพ ซึ่งจะช่วยในการดูดซับแสงสีน้ำเงินในแถบสีการมองเห็นและช่วยปกป้องการทำลายของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อบุผิวเรตินา จากการศึกษา พบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้ สารลูทีนจะช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันเยื่อแก้วตา (retina)

   ฉะนั้น ลูทีน (Lutein) จึงเป็นอาหารเสริมสายตาสั้นที่ช่วยให้ดวงตาแข็งแรง ป้องกันประสาทตาเสื่อม เสริมสร้างการมองเห็นโดยช่วยป้องกันการเสื่อมของ Macular ที่จุดเล็กๆตรงกลางของที่รับแสงในตา (Retina) อันเป็นส่วนสาคัญของ Main pigment (สี) ในฉากรับแสงของตา ป้องกันไม่ให้แสงอาทิตย์ทำลายเรตินา ป้องกันโรคจุดรับภาพเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อม AMD (Age – Related Macular Degeneration) ช่วยป้องกันและลดอาการของโรคต้อกระจก (Cataracts) ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ทำลายเซลล์ตา ทำให้เซลล์แข็งแรง ช่วยชะลอความเสื่อมของตา และเพิ่มสมรรถภาพในการมองเห็นได้ดีในที่มืดได้ดีขึ้น  อย่างไรก็ตาม แหล่งอาหารตามธรรมชาติที่พบลูทีนมาก ได้แก่ ดอกดาวเรือง โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) และยังพบในกะหล่ำ ผักโขม ถั่วลันเตา ผักกาด ต้นอ่อนกะหล่ำดาว ถั่วพิสตาชิโอ บรอกโคลี ข้าวโพด ไข่ และแครอท แต่นิยมนำมาทำเป็นอาหารเสริมสายตาสั้นมากกว่า เพราะใช้แทนกันได้ ไม่ต้องไปหารับประทานจากแหล่งธรรมชาติซึ่งมีความ

   หากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์วิตามินซี ที่มีคุณสมบัติช่วยในการช่วยบำรุงสายตา อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาย่อมเยาว์อยู่ล่ะก็ ลอง Daily Vits ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินซีธรรมชาติสกัดจาก Acerola Cherry ที่มีปริมาณวิตามินซีสูงถึง 1500 mg. เพียงทานวันละ 1 เม็ด ก็พอเพียงสำหรับความต้องการในการเสริมสร้างร่างกาย บำรุงผิวพรรณ ให้ขาว นุ่มเนียน สดใส ลดรอยเหี่ยวย่น พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายให้แข็งแรง ลดโอกาสการเกิดโรคภัยต่างๆ อย่างพอเหมาะสำหรับหนึ่งวัน

กีวี ชะลอวัย ทานแล้วไม่แก่

กีวี ชะลอวัย ทานแล้วไม่แก่

กีวี ได้ชื่อว่ารวมรสชาติของผลไม้ 3 ชนิด เข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง พีช (peach) สตอว์เบอร์รี่ (strawberry) และเมลอน (melon) เมื่อผนวกกับ เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำน้ำ จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

“กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะมีสารแอนติออกซิแดนต์มากที่สุดชนิดหนึ่ง”

หนังสือ The 150 Healthiest Foods on Earth ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารแอนติออกซิแดนต์ในผลกีวี ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยต้านมะเร็ง และปกป้องเซลล์จากการทำลายของฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสาเหตุของความชราและโรคจากความเสื่อมคุณ อลิซาเบธ วอร์ด (Elizabeth Ward) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตโฆษกของ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Dietetic Association) ขยายความว่า“กินกีวีสด 1 ผลใหญ่ จะได้รับวิตามินซีปริมาณสูง เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินอี โพแทสเซียม และใยอาหาร ต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ที่มีสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบทุกชนิด”

ไม่มีเวลาก็ฟิตแอนด์เฟิร์มได้!

ไม่มีเวลาก็ฟิตแอนด์เฟิร์มได้!

การออกกำลังกายนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่มักมีข้ออ้างเรื่องของเวลา “ตื่นไปทำงานแต่เช้า งานก็ยุ่ง กลับก็ดึก จะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกาย” วันนี้เรามีท่าออกกำลังกายที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและเพิ่มกล้ามเนื้อ ที่สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นระหว่างดูทีวีอยู่กับบ้าน ระหว่างวันในที่ทำงาน หรือในช่วงวันหยุดผักผ่อนของเรา

เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ

เดิน  เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อขาให้กระชับสมส่วน มาเปลี่ยนจากการใช้ลิฟท์และบันไดเลื่อนเป็นการเดินขึ้นลงบันได และเลือกเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าแทนการพึ่งพี่วินมอเตอร์ไซค์ นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินได้อีกด้วย

วิดพื้น  หลายคนไม่ชอบเพราะทั้งยากทั้งเหนื่อย แต่หารู้ไม่ว่าคุณสามารถปรับท่าให้เหมาะกับกำลังของตัวเองได้ เช่น เริ่มจากการวิดพื้นแบบงอเข่า พอกำลังแขนเริ่มมา เเล้วจึงค่อยเหยียดขาตรง (หรือจะยืนวิดกับกำแพงที่ออฟฟิศก็ได้) ท่านี้จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณแขนและกระชับหน้าอกได้เป็นอย่างดี

ยกขา  ท่านี้ดูเหมือนง่ายแต่จริง ๆ ใช้พลังงานค่อนข้างมาก หาพื้นที่ว่าง ๆ นอนราบลงกับพื้นแล้วยกขาทั้งสองข้างให้ลอยขึ้น เริ่มแรกอาจใช้การงอขาเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ เตะขาขึ้นลงสลับกัน ผลที่จะได้รับคือกล้ามท้องและก้นกระชับได้สัดส่วน

ยกสิ่งของเบา ๆ การบริหารกล้ามเนื้อแขนไม่ว่าจะเป็นไบเซ็ปส์หรือไตรเซ็ปส์ ก็ทำได้ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีดัมเบล เพราะสามารถใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ในบ้าน อาจจะเริ่มจากการยกสิ่งของเบา ๆ อย่างผลไม้กระป๋อง แล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็น ขวดน้ำ เหยือกนม 1 ลิตร หรือ 5 ลิตร เเละขวดน้ำยาซักผ้า เป็นต้นเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจ

วิ่งจ็อกกิ้ง  เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจที่สุด คุณสามารถวิ่งเหยาะ ๆ ในบ้านขณะดูโทรทัศน์หรือฟังเพลง อุปกรณ์เพียงอย่างเดียวที่จำเป็นก็คือรองเท้าผ้าใบดี ๆ สักคู่ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกและการบาดเจ็บบริเวณเท้า

กระโดดตบ  ท่ากายบริหารที่เราคุ้นเคยกันตั้งแต่เด็กนี้สามารถเรียกเหงื่อจากการที่หัวใจเต้นเร็วขึ้นได้เป็นอย่างดี การกระโดดตบต่อเนื่องกัน นอกจากจะสามารถเผาผลาญแคลอรีช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อน่องแข็งแรงอีกด้วย

ลองเลือกทำท่าใดท่าหนึ่งเพื่อการเพิ่มความแข็งแรงเฉพาะจุด หรือจะทำหลายท่าก็ยิ่งเป็นผลดีมากขึ้น โดยทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้รับรองว่ากล้ามเนื้อคุณจะเเข็งเเรงขึ้นเเละสุขภาพของคุณจะดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน

นทท.แห่ขึ้นดอยสัมผัสอากาศหนาว

จังหวัดเชียงใหม่เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว อุณหภูมิลดลงเฉลี่ย 1-4 องศาฯ ขณะที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์และดอยอ่างขาง นทท.เริ่มแห่ขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวกันอย่างคึกคักนทท.แห่ขึ้นดอยสัมผัสอากาศหนาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่า อุณหภูมิได้ลดลง โดยในวันนี้บริเวณตัวเมืองเชียงใหม่วัดได้ 22.1 องศาเซลเซียส ลดจากเมื่อช่วงวานที่ผ่านมา (1 พ.ย.) เฉลี่ย 24 องศาเซลเซียส ขณะที่บริเวณยอดดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าอุณหภูมิต่ำสุดเช้านี้เฉลี่ย 16.2 องศาเซลเซียสโดยจากข้อมูลของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เปิดเผยว่า บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ในช่วงวันที่วันที่ 1-4 พ.ย.59 นี้ จะมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันตกของภาค และอุณหภูมิจะลดลงราว 1-4 องศาเซลเซียส โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ 19-22 องศาเซลเซียสบนพื้นราบ และตามยอดดอยจะเฉลี่ยที่ 8-15 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส และขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันในระยะนี้ด้วยนอกจากนี้ยังพบว่า บริเวณสันเขื่อนแม่กวง อุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้มีประชาชนทยอยนำจักรยานออกมาปั่นในตอนเช้า เพื่อรับลมหนาว และชมทะเลหมอกเช่นเดียวกันด้านนายพรเทพ เจริญสืบสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 วันมานี้ อุณหภูมิลดลงต่อเนื่อง ในวันนี้นั้นยอดดอยอินทนนท์อุณหภูมิวัดได้ 8 องศาเซลเซียสเท่านั้น และมีนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นมาตลอดทั้งวัน เฉลี่ยวันละ 1.900 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศ บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นวันแรกในวันที่ 1 พ.ย.2559 หลังจากปิดการให้บริการในช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมความดงงามของธรรมชาติกันอย่างคึกคัก โดยบางส่วนได้ตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดทำการเสียด้วยซ้ำ ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็น และสัมผัสได้ถึงเมฆหมอกหนาทึบ ทำให้บริเวณจุดชมวิวที่เป็นไฮไลท์ ไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพ หรือ ทะเลหมอก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงประทับใจกับอุณหภูมิและความบริสุทธิ์ของอากาศกันอยู่

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำสะอาดเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะน้ำมีประโยชน์และความจำเป็นต่อร่างกายและสามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้อีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอุ่น ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นเป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก เพราะเวลาดื่มจะมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้น้ำ หรือบางครั้งเวลาเหนื่อยๆเช่นโหมงานหนัก , ออกกำลังกายมา คนส่วนมากมักจะเลือกดื่มน้ำเย็น เพราะเวลาดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น
แต่ทราบมั้ยว่าการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเปล่าธรรมดาที่อยู่ในอุณหภูมิห้องที่มีความร้อนเหมาะสม จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนเลือดไปหล่อเลี้ยงตามเซลล์ต่างๆในร่างกาย ส่งผลให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆเป็นปกติ เราจึงแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย
ดื่มน้ำอุ่นทุกวันร่างกายได้ประโยชน์หลากหลายดังนี้
1. ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย
น้ำอุ่นช่วยดีท็อกซ์ของเสียออกจากร่างกายที่ไหลเวียนอยู่ตามอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ปอด ตับ ไต และลำไส้ โดยที่น้ำอุ่นจะช่วยขับถ่ายของเสียเหล่านั้นออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ ขี้มูก ขี้ตา และเหงื่อไคล เป็นต้น ร่างกายของเราก็จะสะอาดจากภายใน ซึ่งเราสามารถเช็กได้ง่ายๆ ก็คือการที่ร่างกายไม่มีกลิ่นตัวตามข้อพับ ไม่มีกลิ่นปาก มีแววตาสดใส เป็นต้น
2. ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย
ใครที่เป็นคนธาตุหนัก ท้องผูก ขับถ่ายยาก ขอแนะนำว่าในตอนเช้าหลังตื่นนอน อย่าเพิ่งล้างหน้าแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำอุ่น 1แก้ว แล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกาเบาๆ ที่บริเวณท้อง รับรองว่าไม่นานก็จะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำแน่นอน เพราะการดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกของวันในขณะที่ท้องกำลังว่างอยู่เป็นการลดแก๊สในกระเพาะอาหาร และยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วย
3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้เราป่วยยาก
ทุกวันนี้อากาศในบ้านเราเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนบางทีอยู่ดีๆร่างกายก็แสดงอาการผิดปกติขึ้นมา เช่น ปวดหัว เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก ไอ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ว่าสุขภาพของเราเริ่มอ่อนแอลงแล้วนะ ควรดูแลตัวเองให้มากขึ้นอีกหน่อย และการดูแลตัวเองอย่างง่าย ไม่ให้อาการหวัดถามหาก็คือ การจิบน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวัน เพราะน้ำอุ่นช่วยให้ร่างกายไม่สะสมเชื้อโรคไวรัสและแบคทีเรีย ที่สามารถนำไปสู่อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ เพียงเท่านี้อาการป่วยก็ห่างไกลเราแล้ว
4. ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
สาว ๆ คนไหนที่มักจะมีอาการปวดประจำเดือนบ่อยครั้ง ทำให้รู้สึกไม่มีแรง และไม่อยากขยับตัวทำอะไร  เราขอแนะนำให้จิบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น  เพราะน้ำอุ่นเป็นเหมือนยาแก้ปวดธรรมชาติที่จะช่วยคลายการบีบรัดของกล้ามเนื้อท้อง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนเป็นปกติอีกด้วย เพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะไม่อ่อนเพลีย
5. ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต
การดื่มน้ำอุ่นให้ได้อย่างน้อย 2 แก้วต่อวันก็สามารถเพิ่มชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณของเราได้แล้ว เพราะน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเซลล์ผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย ส่งผลให้เรามีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง เส้นผมเงางาม มีน้ำหนัก ไม่มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะ เช่น รังแค ผมร่วง ผมบาง และหนังศีรษะแห้งลอกเป็นแผ่น เป็นต้น
6. ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การดื่มน้ำอุ่นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดอ่านของสมองเรา ส่วนหนึ่งเพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ดังนั้นหากรู้สึกว่าทำงานแล้วไอเดียไม่บรรเจิดเลย ขอแนะนำหยุดพักสักเล็กน้อย เดินไปหาน้ำอุ่นมาจิบสักแก้วหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น สมองไม่ล้า สามารถลุยกับงานยากๆต่อได้
7. ช่วยลดการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ
อาการเจ็บคอเกิดจากการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียในบริเวณทางเดินหายใจ โดยที่บางครั้งจะมีอาการไอร่วมด้วย แต่เราสามารถลดการสะสมเชื้อโรคเหล่านี้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือจิบน้ำอุ่นให้ได้ทั้งวัน หรือใช้วิธีกลั้วคอด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้าและก่อนนอนก็ได้
8. ช่วยให้การออกกำลังกายเห็นผลดียิ่งขึ้น
การออกกำลังกายในแต่ละวันของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากหลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว เราจิบน้ำอุ่นอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพื่อลดการบาดเจ็บของข้อต่อ และกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ทำให้เราไม่มีกล้ามเนื้อตึง หดเกร็ง หรือเป็นตะคริว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับระบบประสาทและสมองอีกด้วย เราจึงรู้สึกสดชื่น แจ่มใสมากขึ้น
เมื่อรู้ข้อดีของน้ำอุ่นกันแล้ว อย่าลืมหันมาดื่มน้ำอุ่นให้มากกว่าน้ำเย็นนะค่ะ ส่วนใครที่ไม่อยากดื่มแค่น้ำอุ่นธรรมดาก็สามารถเพิ่มเติมประโยชน์จากอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นยาได้เช่นกันนะคะ เช่น เลมอน ขิง และน้ำผึ้ง เพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะลืมไปเลยว่าเคยป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน